งบการตลาด
Business Creative Digital Marketing Startup

ทำไมถึงต้องมีงบสำหรับการตลาด

หลาย ๆ คนที่เป็นเจ้าของกิจการ อาจรู้สึกว่าการผลิตสินค้าเพื่อขายให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 ด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าสินค้าดี ลูกค้าจะซื้อเอง ทำให้เจ้าของแบรนด์มักเลือกที่จะทุ่มงบประมาณไปกับสินค้าเป็นหลัก 

ยกตัวอย่างเช่น

  • ทุ่มงบประมาณไปกับการออกแบบตัวสินค้า ทำให้สินค้าดูมีความเรียบง่าย หรูหรา หรือมีความแปลกใหม่จากท้องตลาดเดิม ๆ โดยที่การผลิตสินค้าใหม่ ๆ มักจะใช้งบประมาณที่เยอะ และเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสินค้าที่ผลิตมานั้นจะเป็นที่สนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ขนาดไหน แต่ถ้าบางกิจการนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ โดยนำเข้าปริมาณมาก เพื่อที่จะได้ราคาต้นทุนที่ถูก แม้ว่าสินค้าจะมีปริมาณเยอะขนาดไหน ถ้าลูกค้าไม่เห็นสินค้าผ่านการตลาดที่ดี ก็อาจจะถึงกับขาดทุนได้
  • ทุ่มงบประมาณไปกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้มีความหรูหราหรือแปลกใหม่  โดยมุ่งหวังเพื่อที่จะดึงดูดลูกค้าได้ง่าย  
  • ทุ่มงบประมาณไปกับการกระจายสินค้า แม้การกระจายสินค้าไปตามสถานที่ขายในช่องทางต่าง ๆ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ แต่ถ้าไม่มีการตลาดแล้วนั้น ก็จะเป็นการยากที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะรู้จักสินค้าของเรา

เมื่อผู้ผลิตให้ความสำคัญกับสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือนำเข้า ใช้วิธีการขายแบบสุ่มหรือเสี่ยงโชค โดยขาดการวางแผนการตลาดที่จะนำพาสินค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าของลงทุนกับสินค้าหมด ก็จะขาดงบประมาณในการทำการตลาดและขาดช่องทางในการนำพาสินค้าออกสู่ตลาดให้คนได้เห็น ถึงแม้สินค้าจะดีขนาดไหน แต่ถ้าขาดการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สินค้านั้นอาจจะถูกมองข้ามไป

ก่อนจัดงบการตลาด ต้องเข้าใจความสำคัญของงานการตลาดก่อน

การตลาด คือการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยเริ่มจากการวางแผน ลงมือทำ และตรวจสอบแผนงานที่วางไว้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ต่อจากนั้นจึงนำมาปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยผลตอบแทนจะกลับมาในรูปแบบยอดขายและผลกำไร รวมถึงชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัท นอกจากนี้แล้ว การตลาดคือการนำสินค้าหรือบริการให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านการวางเเผนและงาน creative ต่าง ๆ เมื่อเข้าถึงเเล้วจึงนำ feedback มาตอบสนองลูกค้าผ่านโปรโมชั่นหรือการเข้าถึงใหม่ ๆ ในอนาคต

ก่อนการลงงบการตลาด สิ่งที่เราต้องรู้อันดับแรกก็คือจุดแข็ง และจุดอ่อนของสินค้าเรา เมื่อเรารู้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของเรามีอะไรบ้าง เราสามารถที่จะใช้จุดแข็งในการเรียกลูกค้า สร้างความเชื่อมั่น ในขณะที่จุดอ่อนของเรานั้นจะเป็นการระวังป้องกันเพื่อไม่ให้คู่แข่งจู่โจมจุดอ่อนของเรา

สิ่งต่อมาก็คือ สื่อการตลาดที่จะใช้มีอะไรบ้าง ถ้าเป็นบริษัทที่มีงบประมาณสูง จะเลือกวิธีการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ป้ายบิลบอร์ดติดตามสถานที่ต่าง ๆ หรือการจัดงานอีเว้นท์ ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นการลงทุนค่อนข้างสูงซึ่งเหมาะกับบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น นอกจากนี้งบการตลาดต้องสอดคล้องกับยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ ยกตัวอย่างเช่น ลงโฆษณา 100,000 บาท ตั้งเป้ายอดขาย 1,000,000 บาท เพราะฉะนั้น ถ้าตั้งเป้ายอดขายไว้ 10 ล้าน ก็ต้องลงงบการตลาดที่ 1 ล้านบาท

เเต่ละธุรกิจมีความเเตกต่างกันในเรื่องของการจัดงบการตลาด ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักจะใช้งบการตลาดราว 3-5% จากมูลค่าโครงการ เป็นต้น

แต่ ณ ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับการตลาดนอกจากสื่อโทรทัศน์ หรือการจัดงานอีเว้นท์นั่นก็คือ การเลือกใช้สื่อออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์มีผลต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าค่อนข้างสูง ถือเป็นการช่วยกลุ่มลูกค้า SME ได้ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้จะตั้งงบประมาณการตลาดไม่สูง แต่สามารถเจาะถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างแน่นอน เราจึงได้เห็นหน้าเพจโฆษณาสินค้าต่าง ๆ แฝงมากับหน้าเฟสบุ๊คของเรา การลงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ สามารถเลือกกลุ่มลูกค้าได้ตรงกับสินค้าโดยคัดกรองจากเพศ อายุ โลเคชั่น หรือว่าจะเป็นสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ  ซึ่งทำให้มีโอกาสสูงที่จะขายและทำกำไรจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ การลงโฆษณษผ่านสื่อออนไลน์สามารถทำได้ตั้งแต่งบ 1,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท หรือสามารถลงได้เยอะกว่านั้นถ้ามีงบประมาณที่มากพอ ยิ่งลงมากก็มีโอกาสจะเพิ่มฐานลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน

สุดท้ายนี้ไม่ว่าสินค้าจะดีเลิศขนาดไหน ก็ควรจะเผื่องบการตลาดไว้บ้าง เพราะสินค้าไม่สามารถขายได้ด้วยตัวมันเอง ต้องมีส่วนงานด้านการตลาดทั้ง 4 อย่างควบคู่กันไปด้วย นั่นคือ วางแผน ลงมือทำ ตรวจสอบ และดำเนินการ เพื่อที่จะทำให้สินค้าได้เป็นที่รู้จัก และสามารถต่อยอดจนสามารถสร้างเม็ดเงินและกำไร ถึงแม้ว่าจะมีงบด้านการตลาดไม่เยอะ แต่ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยได้ โดยมีสื่อออนไลน์เป็นตัวช่วย