Business Trending

9 โมเดลธุรกิจ ฉบับเรือ(ดำน้ำ)เล็ก ๆ เตรียมออกจากฝั่ง : Part 2

ก่อนจะเตรียมออกจากฝั่ง เพื่อเข้าท้องทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ของโลกธุรกิจ เรามาต่อกันที่เรื่องโมเดลธุรกิจ(Business Model) อีก 5 ประเภทที่เหลือกันเลยดีกว่าครับ

คุณสามารถย้อนกลับไปดูข้อมูลของ 4 ประเภทแรกได้ที่ 9 โมเดลธุรกิจ ฉบับเรือ(ดำน้ำ)เล็ก ๆ เตรียมออกจากฝั่ง : Part 1

5. โมเดลใช้ซ้ำ (Reuse Model) – นำสิ่งที่มีอยู่มาปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งสินค้าใหม่ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คอลัมน์ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีนอยู่เป็นประจำ สามารถนำมารวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือได้อีก 1 เล่ม สร้างโอกาสในการขายเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาเดิมที่มีอยู่ อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การประยุกต์จากสิ่ง ๆ หนึ่งที่มีอยู่ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจเพิ่มขึ้นมาใหม่ เช่น ถ้าคุณทำกิจการโรงแรมขนาดเล็กจนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี คุณอาจนำความรู้ ความสามารถในการบริหารงานจากประสบการณ์การจริง ไปประยุกต์เป็นอีกธุรกิจคือการให้บริการด้านการบริหารการจัดการหรือให้คำปรึกษาแก่โรงแรมอื่น ๆ ได้ทั้งรูปแบบทีมบริหารและการจัดสัมมนา หรือรวบรวมความรู้ที่มีอยู่เขียนออกมาเป็นหนังสือ หรือจะนำบทความที่มีอยู่นั้นนั้นไปเปิดเป็น Webblog หรือ Social media page ให้คนติดตามได้อีกด้วยครับ

งานเขียน บทความ องค์ความรู้ต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นสินค้าหรือบริการในรูปแบบอื่น ๆ ได้

 

6. โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง (Supply Model) – เหมาะกับสินค้าที่ใช้แล้วต้องซื้อเพิ่มอีกบ่อยครั้ง เนื่องจากใช้แล้วหมดไปหรือเกิดการสึกหรอตามอายุการใช้งาน จากที่ผ่านมาในอดีต ตัวอย่างคลาสสิคคงหนีไม่พ้น หมึกปรินเตอร์ และใบมีดโกน แต่ในยุคปัจจุบันผู้เขียนนึกไปถึงสินค้าเทคโนโลยีทั้งหลาย Hardware และ Software ต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอายุการใช้งานที่สั้นลงอย่างสังเกตได้ อายุการใช้งานที่สั้นลงอาจไม่ได้เกิดจากการสึกหรอของอุปกรณ์ หากเกิดจากการก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ที่เราใช้งานมาแล้วพักนึงนั้นไม่ทันยุค ทันสมัยอีกต่อไป อุปกรณ์เก่า ๆ (2 ปีก็เริ่มเก่าแล้วสำหรับยุคนี้) ใช้งานได้ไม่ว่องไวเมื่อใช้งาน OS หรือ App ใหม่ ๆ รวมไปถึง App เก่า ๆ เริ่มใช้งานได้ไม่ตอบโจทย์การทำงานได้อีกต่อไป ถ้ามีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็ต้องอยากได้อยากใช้ครับ

ยุคนี้การเปลี่ยนอุปกรณ์เทคโนโลยีกันบ่อย ๆ เป็นเรื่องปกติ

 

7. โมเดลรับรู้รายได้ต่อเนื่อง (Regular Income Model) – เรียกอย่างเข้าใจง่าย ๆ คือการเก็บค่าเช่า ค่าสมาชิก เป็นรายเดือนหรือรายปี อย่างศัพท์เก่า ๆ ที่เรียกว่า “เสือนอนกิน” … ลงทุนครั้งใหญ่อย่างเช่น การสร้างอพาร์ทเมนต์เพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถเก็บค่าเช่าไปได้อย่างยาวนาน แต่… ด้วยคู่แข่งที่มากมายล้นเหลือในทุก ๆ ธุรกิจอย่างสมัยนี้ ผู้เขียนให้นิยามคำใหม่ว่า “แมวนอนกิน” น่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องด้วยต้องใช้ความระแวดระวังในการดำเนินธุรกิจและต้องพัฒนาตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง

จะนอนสบาย ๆ อย่างเจ้าป่าคงไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ อีกแล้ว

ลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ

 

8. โมเดลจับคู่ (Matching Model) – เป็นตัวแทนจับคู่ระหว่างคนที่อยากซื้อ กับคนที่อยากขาย จุดแข็งของธุรกิจคือการมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางในธุรกิจด้านนั้น ๆ ทำให้สามารถเข้าถึงทั้งสองฝั่งระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค หรืออาจเป็นระหว่างฝั่งธุรกิจและธุรกิจด้วยกันเอง(B2B) ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถสร้างรายได้โดยการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่เกิดขึ้น หรืออาจเรียกเก็บเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันไว้ก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างที่สังเกตง่าย เช่น ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักจัดตั้งบริษัทตัวแทน(Agent) ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งองค์กรเพื่อบริหารธุรกิจในด้าน Matching Model นั่นก็เป็นเพราะบริษัทย่อมมีข้อมูลทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย อยู่ในฐานข้อมูลของบริษัทอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีองค์ความรู้และทีมงานที่เข้าใจในการดำเนินธุรกิจอยู่พร้อมสรรพ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ ได้เป็นอย่างดี

คุณสมบัติของตัวแทนที่ดีคือสายสัมพันธ์ที่กว้างขวางในวงการธุรกิจนั้น ๆ

 

9. โมเดลขายซ้ำ (Template Model) เมื่อคุณผลิตอะไรขึ้นมาสักอย่าง และมีผู้คนมากมายต้องการที่จะซื้อหรือใช้งาน ผู้เขียนมีความตื่นเต้นที่จะนำเสนอข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าบางประเภทในโลกดิจิทัล ซึ่งคุณอาจไม่ต้องทำการผลิตซ้ำเพื่อการขาย(แต่ยังต้องคอยดูแลและต่อยอดคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นนะครับ) เช่น การขาย Website template ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ชิ้นงานทั่วไป หรือจะเป็น Template ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานคู่กับ Framework ยอดนิยม อย่าง WordPress โดยสถิติสูงสุดที่ผู้เขียนนำมาจาก Online market place ชื่อดังอย่าง Theme Forest พบว่า WordPress template ที่ขายดีที่สุดนั้นสามารถ

ขายซ้ำจากการผลิตเพียงครั้งเดียวได้เป็นจำนวนทั้งหมด 311,194 ครั้ง รวมรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ $18,671,640 หรือเป็นเงินสกุลไทยอยู่ที่เกือบ ๆ 650 ล้านบาท ! เท่านั้นเองครับผม…

ถือว่าเป็นการประยุกต์ใช้โมเดลธุรกิจระหว่างกันได้ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม คือ โมเดลค้าปลีก(Retail Model) ของ Online market place และโมเดลขายซ้ำ(Template Model) ของผู้ผลิต Template นั่นเอง

ศึกษาการทำ Template กันดีกว่าครับ…

 

Nat Noraset
นักการตลาดดิจิทัล ผู้เริ่มต้นเส้นทางด้วยความหลงใหลในงาน Graphic Design งาน Website และ Multimedia คลุกคลี ต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์ การสื่อสารและการโฆษณา ผ่านร้อนผ่านหนาวในงานการตลาดดิจิทัลและ e-Business กับองค์กรน้อยใหญ่ระดับประเทศ มานานกว่า 12 ปี ... และด้วยความใฝ่ฝันที่จะผลิตงานเขียนดี ๆ ของตน ไว้นำไปประดับห้องสมุดส่วนตัว สักเล่ม สองเล่ม

แสดงความคิดเห็น